ประวัติที่มากกว่าความสวย ของเหล่านักสู้สาว “กลาดิเอทริกซ์” (Gladiatrix)
ประวัติที่มากกว่าความสวย ของเหล่านักสู้สาว “กลาดิเอทริกซ์” (Gladiatrix)
หลายท่านคงรู้จักเหล่านักสู้กลาดิเอเตอร์ (Gladiator) ที่ปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์โรมันโบราณ ซึ่งเริ่มต้นครั้งแรกเมื่อ 2,800 ปีก่อนกันแล้ว แต่น้อยคนนักจะรู้ว่า ในเกมการต่อสู้ที่มีชีวิตเป็นเดิมพันเช่นนี้ นอกจากผู้ชาย ก็ยังมีการต่อสู้สำหรับผู้หญิงด้วยเช่นกัน โดยพวกเธอมีชื่อว่า “กลาดิเอทริกซ์” (Gladiatrix) ว่าแต่ทำไมพวกเธอถึงไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ? และพวกเธอต้องเผชิญชะตากรรมเหมือนผู้ชายหรือไม่ ? มาครับเดี๋ยว Flagfrog เล่าให้ฟัง
เรื่องราวของนักสู้หญิงกลาดิเอทริกซ์ ได้รับการบอกเล่าโดยกวีชาวโรมันคนหนึ่ง ชื่อว่า จูเวนนอล (Juvenal) ซึ่งจากบันทึกของเขาแสดงให้เห็นถึงการไม่เห็นด้วยที่กรุงโรมจะต้องมีนักสู้หญิงเพื่อสร้างความสุขให้แก่ชาวเมือง โดยเขาให้เหตุผลว่า
“การจับผู้หญิงมาสวมชุดนักรบ และให้มาต่อสู้กัน คือการสร้างความอับอายให้แก่กรุงโรมอย่างยิ่ง เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับการทำอะไรเกินขอบเขตเพศสภาพ”
อเมซอน และ อคีเลีย
ซึ่งจูเวนนอลเป็นนักกวีที่โด่งดังมากในสมัยคริสต์ศตวรรษ 70 และเมื่อบันทึกของเขาถูกเผยแพร่ ชาวเมืองที่มีความคิดตรงกับเขาก็มีจำนวนมากขึ้น ทำให้หลักฐานการมีอยู่ของเหล่านักสู้กลาดิเอทริกซ์ถูกทำลายและสูญหายไปเกือบทั้งหมด จะเหลือก็แต่เพียงแผ่นหินที่ถูกแกะสลักเป็นภาพของนักสู้หญิง 2 คน ชื่อว่า ‘อเมซอน และ อคีเลีย’ ถูกพบในบริเวณซากปรักพักพังนอกกรุงโรม เป็นหลักฐานยืนยันถึงการมีอยู่ของพวกเธอที่ชัดเจนที่สุด ณ ขณะนี้ครับ
และหากถามว่าความรุนแรงในการต่อสู้ของ ผู้หญิงและผู้ชายเทียบเท่ากันหรือไม่ ? คำตอบคือ : เทียบเท่ากันทุกประการ และดูเหมือนนักสู้ฝ่ายหญิงจะป่าเถื่อนมากกว่าด้วย เพราะการจัดงานต่อสู้แต่ละครั้งถือเป็นเรื่องผิดกฏหมาย ต้องแอบจัดกันแบบลับ ๆ บางครั้งพวกเธอก็ถูกจับคู่ต่อสู้กับสัตว์ป่า (ทั้งสิงโตและเสือ) รวมถึงการต่อสู้กันแบบไม่มีกติกา ที่ต้องมุ่งหวังเอาชีวิตกันอย่างเดียวถึงจะรอด
อีกทั้งบางสนามก็ยังมีกฏห้ามสวมเสื้อเกราะ ทำให้พวกเธอต้องเปลือยหน้าอกขณะต่อสู้ด้วย และหากถูกฆ่าก็จะถูกนำร่างไปฝังไว้นอกเมือง เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวเมืองที่ไม่เห็นด้วยรับรู้ถึงการต่อสู้แบบผิดกฏหมายนี้นั่นเอง ทั้งนี้สนามต่อสู้แบบโคลอสเซียมในจักรวรรดิโรมัน มีอยู่ทั้งสิ้น 186 สนาม แต่อาจไม่ใหญ่เท่าสนามกลางเมืองที่จุคนได้มากถึง 5 หมื่นคนครับ
มาพูดถึงประวัติและการฝึกฝนกันบ้างดีกว่า : ไม่มีใครทราบว่าการต่อสู้ครั้งแรกของกลาดิเอทริกซ์เกิดขึ้นเมื่อใด แต่จากบันทึกของจูเวนนอล ระบุว่า เขาทราบถึงการมีอยู่ของพวกเธอในงานสังสรรค์แห่งหนึ่ง ซึ่งเจ้าภาพเป็นหญิงร่ำรวยสูงศักดิ์ เธอซื้อทาสผู้หญิงมา 2 คน และได้จ้างครูฝึกสอนทักษะการต่อสู้เป็นการส่วนตัว ซึ่งการฝึกนั้นโหดร้ายไม่ต่างจากผู้ชายเลย รวมถึงการต้องกินมังสวิรัติทุกมื้อ เพราะร่างกายจะฟื้นตัวจากการอักเสบได้เร็วกว่าการกินเนื้อสัตว์ นี่คือเคล็ดลับความแข็งแกร่งของนักสู้ในสมัยนั้น
โปสการ์ดที่บอกเล่าตำนานของเหล่านักสู้หญิง (เป็นภาพถ่ายที่ถูกจัดฉากขึ้น)
แถมยังมีกฏด้วยว่า ห้ามพวกเธอมีความรักและห้ามมีสามีระหว่างการเป็นกลาดิเอทริกซ์อย่างเด็ดขาด หากผู้ใดฝ่าฝืนกฏ เจ้าของทาสสามารถลงโทษด้วยการประหารได้ทันที ซึ่งถือว่าไม่ผิดกฏหมาย และหากทาสคนใดที่แพ้หรือไม่มีความสามารถในการต่อสู้มากพอ ก็จะถูกขายต่อให้ผู้ร่ำรวยคนอื่น ๆ ที่อาจนำพวกเธอไปเป็นโสเภณีประจำธุรกิจซ่องของตัวเอง เรียกได้ว่าเป็นธุรกิจค้าทาสที่ครบวงจรจริง ๆ
แต่การกลายเป็นสนามต่อสู้แบบลับ ๆ ก็ใช่ว่าจะไม่ยิ่งใหญ่ เพราะจากหลักฐานการขุดพบหลุมศพ ทำให้เราทราบว่า หากนักสู้หญิงคนใดสามารถทำผลงานได้อย่างโดดเด่น ก็จะได้รับทั้งชื่อเสียงและเงินทอง เพราะในหลุมศพยังพบข้าวของมีค่าโบราณที่ถูกฝังเพื่อเป็นเกรียติแก่นักสู้หญิงผู้นั้นด้วย
(ซ้าย) รูปปั้นขนาดเล็กที่พบในหลุมศพ อาจแสดงถึงการครอบครองแชมป์ของนักสู้คนนั้น
และยิ่งเข้าถึงยากก็ยิ่งเร้าใจ เพราะนอกจากทาสผู้ไร้ซึ่งทางเลือกที่ถูกจับมาต่อสู้กันแล้ว ยังมีหญิงสาวสูงศักดิ์อีกหลายคน ที่ลงทุนจ้างครูฝึกะเพื่อพาพวกเธอเข้าไปในสนามต่อสู้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากในสมัยนั้น โรมันยกย่องผู้หญิงร่ำรวยเปรียบดั่งผ้าขาวบริสุทธิ์ ไม่ควรทำอะไรที่เสียหาย แม้กระทั่งจะเรียนหนังสือก็ยังห้ามเรียน ไม่ต้องพูดถึงการจับดาบต่อสู้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้หญิงที่ต้องการความตื่นเต้น ลงทุนจ่ายเงินเพื่อหาประสบการณ์แบบใหม่นั่นเอง
แต่สุดท้ายความลับก็ไม่มีในโลก จักรพรรดิ แซ็ปติมิอุส แซเวรุส ผู้ปกครองโรมันในคริสศักราช 200 ได้สั่งยกเลิกการต่อสู้ของกลาดิเอทริกซ์อย่างเด็ดขาด โดยมีคำสั่งให้พวกเธอฝึกฝนร่างกายและทักษะ เพื่อไปแข่งกีฬาโอลิมปิกที่ประเทศกรีซแทน เป็นอันปิดฉากตำนานที่ไม่รู้จุดเริ่มต้น แต่เรื่องราวของเหล่านักสู้หญิง ที่ต้องเผชิญกับชะตาชีวิตที่ไร้ซึ่งความยุติธรรม ก็จะถูกบอกเล่าสืบต่อไป เหมือนที่เรากำลังอ่านเรื่องนี้อยู่นั่นเอง (จบ) ขอบคุณครับ
Fact – กลาดิเอเตอร์ (Gladiator) ที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ ชื่อว่า สปาร์ตาคัส (Spartacus) มีตัวตนอยู่จริง เมื่อประมาณ 73 ปีก่อนคริสตกาล เขาคือคนที่ลุกขึ้นสู้เป็นผู้นำของทาสในเมืองคาร์ปัวน์ และได้รวบรวมทาสจากชนชาติต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เพื่อทำการก่อกบฏล้มล้างระบบทาสของจักรวรรดิโรมัน แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้เพราะกำลังพลน้อยกว่า แต่ถึงอย่าไงร วีรกรรมของเขาก็ถูกเล่าขานมาจนถึงทุกวันนี้ และแน่นอนว่าถูกนำไปสร้างเป็นซีรีส์ชื่อดังด้วย
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น